“เดบิต” และ “เครดิต” คือคำที่หลายคนกลัวเวลาพูดถึงบัญชี เพราะดูเป็นศัพท์เทคนิค และดูหน้าสับสน แต่ความจริงแล้ว หลักบัญชีคู่นั้นเรียบง่ายกว่าที่คิด และคือหัวใจของการบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง
ในบทนี้ เราจะมาทำความเข้าใจหลักบัญชีคู่แบบไม่ใช้สูตรซับซ้อน และใช้เหตุผลแทนการท่องจำ เพื่อให้คุณสามารถอ่าน เข้าใจ และบันทึกบัญชีได้อย่างมั่นใจ
หลักบัญชีคู่คืออะไร?
หลักบัญชีคู่ (Double Entry Accounting) คือหลักการที่บัญชีทุกรายการต้องมีการบันทึก อย่างน้อย 2 ด้าน คือด้าน “เดบิต” (Dr) และ “เครดิต” (Cr) เสมอ โดยมียอดรวมของทั้งสองฝั่งต้องเท่ากัน
หลักการนี้สะท้อนความจริงว่า ในโลกธุรกิจ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพียงด้านเดียว เช่น ถ้ามีเงินเข้าธนาคาร ก็ต้องมาจากที่ไหนสักแห่ง เช่น ขายสินค้า หรือรับเงินลงทุน
“เดบิต-เครดิต ไม่ใช่บวก-ลบ แต่คือมุมมองของธุรกิจที่สมดุล”
เดบิต กับ เครดิต คืออะไร?
เดบิต คือการบันทึกเพิ่มรายการบัญชีในฝั่งซ้ายของระบบบัญชี โดยจะใช้กับบัญชีประเภท “สินทรัพย์” และ “ค่าใช้จ่าย”
✅ ตัวอย่าง สินทรัพย์ ได้แก่: เงินสด, เงินฝากธนาคาร, ลูกหนี้, สินค้า, อาคาร, รถยนต์
✅ ตัวอย่าง ค่าใช้จ่าย ได้แก่: ค่าเช่า, ค่าน้ำค่าไฟ, ค่าเดินทาง, เงินเดือน, ค่าซ่อมบำรุง
❗️ข้อยกเว้น: ถ้าสินทรัพย์ลดลง (เช่น ถอนเงินสด) จะบันทึกฝั่ง เครดิต
เครดิต คือการบันทึกเพิ่มรายการบัญชีในฝั่งขวาของระบบบัญชี โดยจะใช้กับบัญชีประเภท “รายได้”, “หนี้สิน” และ “ส่วนของเจ้าของ”
✅ ตัวอย่าง รายได้ ได้แก่: รายได้จากการขาย, รายได้ค่าบริการ, รายได้ค่าเช่า
✅ ตัวอย่าง หนี้สิน ได้แก่: เจ้าหนี้การค้า, เงินกู้, ภาษีค้างจ่าย
✅ ตัวอย่าง ส่วนของเจ้าของ ได้แก่: เงินลงทุน, กำไรสะสม
❗️ข้อยกเว้น: ถ้ารายได้ลดลง หรือมีการถอนทุน จะบันทึกฝั่ง เดบิต
** บางบัญชีเพิ่มฝั่งเดบิต บางบัญชีเพิ่มฝั่งเครดิต และทุกครั้งต้อง “เท่ากัน” **
ลองดูตัวอย่างนี้ :
กรณี: เจ้าของลงทุนเงินสด 100,000 บาทเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ
เดบิต: เงินสด 100,000 (เพิ่ม “สินทรัพย์”)
เครดิต: เงินลงทุนเจ้าของ 100,000 (เพิ่ม “ส่วนของเจ้าของ”)
กรณี: ธุรกิจซื้อคอมพิวเตอร์มูลค่า 30,000 บาท
เดบิต: อุปกรณ์สำนักงาน 30,000 (เพิ่ม “สินทรัพย์”)
เครดิต: เงินสด 30,000 (ลด “สินทรัพย์”)
หมายเหตุ : แม้เงินสดจะอยู่ฝั่งเดบิต แต่เพื่อให้สมดุลในหลักบัญชีคู่ การลดลงของสินทรัพย์ (เงินสด) จะต้องบันทึกที่ฝั่งเครดิตเสมอ
กรณี: ขายสินค้าได้เงินสด 10,000 บาท
เดบิต: เงินสด 10,000 (เพิ่ม “สินทรัพย์”)
เครดิต: รายได้จากการขาย 10,000 (เพิ่ม “รายได้”)
กรณี: จ่ายค่าเช่าออฟฟิศ 5,000 บาท
เดบิต: ค่าเช่า 5,000 (เพิ่ม “ค่าใช้จ่าย”)
เครดิต: เงินสด 5,000 (ลด “สินทรัพย์”)
หมายเหตุ : แม้ค่าใช้จ่ายจะอยู่ฝั่งเดบิต แต่เพื่อให้สมดุลในหลักบัญชีคู่ การลดลงของสินทรัพย์ (เงินสด) จะต้องบันทึกที่ฝั่งเครดิตเสมอ
กรณี: กู้เงินจากธนาคาร 50,000 บาทเข้าบัญชี
เดบิต: เงินฝากธนาคาร 50,000 (เพิ่ม “สินทรัพย์”)
เครดิต: เงินกู้ยืมจากธนาคาร 50,000 (เพิ่ม “หนี้สิน”)
จากตารางเราจะได้ค่ามาดังนี้
- เดบิต = 100,000 (ลงทุน/เงินสดเพิ่ม) + 30,000 (คอมพิวเตอร์/สินทรัพย์เพิ่ม) + 10,000 (ขายสินค้าได้/เงินสดเพิ่ม) + 5,000 (ค่าเช่า/ค่าใช้จ่ายเพิ่ม) + 50,000 (เงินกู้/เงินฝากเพิ่ม) : รวมทั้งสิ้น = 195,000 บาท
- เครดิต = 100,000 (ลงทุน/ส่วนของเจ้าของเพิ่ม) + 30,000 (คอมพิวเตอร์/เงินสดลด) + 10,000 (ขายสินค้าได้/รายได้เพิ่ม) + 5,000 (ค่าเช่า/สินทรัพย์ลด) + 50,000 (เงินกู้/หนี้สินเพิ่ม) : รวมทั้งสิ้น = 195,000 บาท
📌 รวมเดบิต = 195,000 | รวมเครดิต = 195,000 → เท่ากัน ✅
❗️สิ่งที่ต้องจำเกี่ยวกับ เดบิต – เครดิต (และสิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิด)
เดบิต และ เครดิต ไม่ได้เป็นตัววัดว่าธุรกิจ “ดีหรือแย่”
→ มันเป็นเพียงวิธีบันทึกข้อมูลให้ “สมดุล” เพื่อแสดงภาพรวมธุรกรรมอย่างถูกต้องเดบิต ไม่ได้แปลว่าได้เงิน / เครดิต ไม่ได้แปลว่าเสียเงิน
→ ความหมายจะขึ้นอยู่กับประเภทบัญชีที่เกี่ยวข้อง เช่น เดบิตใน “ค่าใช้จ่าย” หมายถึงต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจริง ๆ อาจลดกำไรก็ได้เดบิต – เครดิต คือเครื่องมือ “บอกที่มาของเงิน” ไม่ใช่ผลลัพธ์ทางธุรกิจ
→ ต้องดูว่ารายการที่เพิ่มขึ้นนั้นอยู่ในหมวด “รายได้” หรือ “ค่าใช้จ่าย” ถึงจะรู้ว่าธุรกิจดีขึ้นหรือไม่ผลลัพธ์ของธุรกิจไม่ได้ดูจากยอดเดบิต-เครดิตรวม แต่ดูจาก “งบกำไรขาดทุน”
→ ซึ่งคำนวณจาก “รายได้ – ค่าใช้จ่าย” เท่านั้นบัญชีทุกครั้งที่บันทึกต้องมีทั้งฝั่งเดบิตและเครดิตเสมอ เพื่อความสมดุล ไม่ว่าธุรกิจจะกำไรหรือขาดทุนก็ตาม
หลักบัญชีคู่ไม่ใช่เรื่องยากถ้าเข้าใจแก่นของมัน — ทุกธุรกรรมมีเหตุและผล มีที่มาและที่ไป และหน้าที่ของบัญชีคือการบันทึกสิ่งเหล่านั้นให้ชัดเจน
ผู้เขียน : Bunnie J.
SHARE
