เคยสงสัยไหม?
ทำไมบางคนดื่มเบียร์ 3 ขวดแล้วยังชิล
แต่จิบไวน์แค่ครึ่งแก้ว กลับหน้าแดง หัวเบา น้ำตาจะไหล
หรือบางคนดื่มโซจูไป 3 ช็อต มีอาการแค่ตาแดง แต่จิบบลันดีนิดเดียวถึงกับไปไม่เป็น
คำตอบคือ… อาการเมาไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์อย่างเดียว
แต่เกิดจาก “หลายปัจจัยผสมกัน” ทั้งในร่างกาย และในแก้วที่คุณถืออยู่
เหตุผลหลัก 3 ปัจจัย ที่ทำให้แต่ละคน “เมาไม่เหมือนกัน”
1. ร่างกายของเราไม่เหมือนกัน
- พันธุกรรม : บางคนมีเอนไซม์ช่วยสลายแอลกอฮอล์ (ALDH2) มาก/น้อยต่างกัน
- การเผาผลาญ : บางคนเผาผลาญเร็ว ดื่มแล้ว “ฟื้นตัว” เร็ว
- เพศ อายุ มวลร่างกาย : ก็มีผลต่อการดูดซึมแอลกอฮอล์เช่นกัน
- เคยดื่มหรือไม่ : คนที่ไม่ค่อยดื่มจะทนต่อแอลกอฮอล์ได้น้อยกว่า
2. ประเภทของเครื่องดื่มมีผล
- เบียร์ : ดื่มเยอะ แต่แอลกอฮอล์ต่ำ ดูดซึมช้า
- ไวน์ : มีสารอื่น เช่น แทนนิน น้ำตาล กลิ่น ที่กระทบอารมณ์และระบบประสาท
- เหล้าขาว / โซจู / บลันดี: ดีกรีแรง ดูดซึมไว ตึงเร็ว ถ้าไม่ชินอาจล้มเร็ว
- ค็อกเทล: รสหวาน ลื่น แต่ซ่อนปริมาณแอลกอฮอล์สูงแบบไม่รู้ตัว
3. สภาพอารมณ์และจังหวะชีวิต
- ดื่มตอนเครียด เหนื่อย หรือหิว → เมาไว
- ดื่มในงานปาตี้ หรือกับเพื่อน → ร่างกายอาจรับได้นานขึ้น อาจยังรู้สึก “ไม่เมา” แต่ร่างกายล้าโดยไม่รู้ตัว
- อารมณ์ส่งผลต่อความรู้สึกเมาโดยตรง → บางคนเศร้าหากกินไวน์อาจทำให้เมาเร็วขึ้นกว่าเดิม
“ดื่มได้ แต่อย่าให้มันเป็นคนตัดสินว่าเราจะเป็นใครหลังจากนั้น”
สรุปง่ายๆ : ความเมาไม่ใช่แค่เรื่อง “ดื่มมากหรือดื่มน้อย” แต่คือเรื่องของ “ดื่มอะไร ใครดื่ม และดื่มในจังหวะไหนของชีวิต”
จำไว้ก่อนยกแก้ว:
- รู้จักตัวเองก่อนรู้จักเครื่องดื่ม
- อย่าประเมินร่างกายคนอื่นจากแก้วของเรา
- ดื่มอย่างมีสติ อย่าลืมว่า…ความเมาแค่เปิด “ด้านที่เราเคยเก็บไว้” ออกมา และช่วยให้มีความสุข , ระบายอารมณ์ หรือลืมเลือนบางสิ่ง เพียงชั่วคราวเท่านั้น
ผู้เขียน : Bunnie J.
บทความแนะนะ
https://bunnyplanner.com
